เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวหน้า เมื่อประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ได้เปิดผลการสำรวจในหัวข้อ “พร้อมหรือไม่? กับเป้าหมายเน็ต ซีโร่” และแน่นอนว่าประเด็นที่สำคัญนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ผู้บริหาร ส.อ.ท. ที่อยากผลักดันให้ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนก่อนปี 2593 โดยรูปแบบในการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ คือการปฏิรูปวงการอุตสาหกรรมด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการหาพลังงานสะอาด ให้เกิดความเพียงพอต่อความต้องการของวงการอุตสาหกรรมไทย
เชื่อว่าหากคุณเป็นหนึ่งในคนแวดวงอุตสาหกรรม จะต้องคุ้นเคยกับประเด็น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก กันมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับผู้ที่สนใจ หรือผู้อ่านที่ยังมีความคลุมเครือในประเด็นดังกล่าวนี้ สามารถที่จะติดตามบทความนี้เพื่อทำความเข้าใจประเด็น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเนื้อหาของสิ่งที่จะเป็นก้าวต่อไปของวงการอุตสาหกรรมไทยได้ในอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าพร้อมกันแล้วไปติดตามกันต่อได้เลยในเนื้อหาส่วนถัดไป
ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) คืออะไร
หากแปลตามตัวของประเด็น ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) คือการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ โดยแนวทางในการจัดการจะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักด้วยกันคือ 1. การดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา ซึ่งแนวทางนี้เป็นการชดเชยคาร์บอนเครดิต (Carbon Offsets) เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมของแนวทางการจัดการรูปแบบนี้มากขึ้น จะขอยกตัวอย่างที่ชัดเจนอย่าง การปลูกต้นไม้ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มจำนวนในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
อีกรูปแบบของการลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์คือ การตัดไฟตั้งแต่ต้นลม หรือลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เกิดกระทบในช่วงเวลาถัด ๆ มา ตัวอย่างของรูปแบบนี้ได้แก่ การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเปลี่ยนมาใช้ระบบพลังงานหมุนเวียน 100% เมื่อสามารถเข้าสู่สถานะนี้ได้ จะเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับทั้งวงการอุตสาหกรรม และธรรมชาติที่งดงามไปพร้อม ๆ กัน การยกระดับนี้ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงแค่ที่โรงงานไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวงการอื่น ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การขนส่ง, อาคารบ้านเรือน และกิจวัตรประจำวันของทุกคนด้วยนั้นเอง
ทั้งหมดนี้เป็นข่าวคราวล่าสุดในวงการอุตสาหกรรมที่อยากให้ทุกคนอัปเดตกัน เพราะต่อจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่แน่นอน โครงการนี้ไม่ได้เพียงสร้างอนาคตที่ดีให้กับวงการอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลู่ทางที่ดีให้กับทุกวงการ โดยเฉพาะกับธรรมชาติที่จะเจริญเติบโตไปพร้อมกับชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัว นอกจากประเทศไทยที่มีแผนในการเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว ยังมีออสเตรีย (2583) ไอซ์แลนด์ (2583) และฟินแลนด์ (2578) ที่มีแผนในโครงการลักษณะเดียวกัน และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจในช่วงนี้
